ยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในสังคม ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไป และจากผลสำรวจสถานการณ์การมีกิจกรรมทางกายของ ประชาชนไทยในช่วง10 ปีที่ผ่านมา พบว่า ประชาชน 1 ใน 3 มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่นจำนวนถึง 2 ใน 3 มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอแต่กลับมีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากถึง14 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งพฤติกรรม เนือยนิ่งหรือการนั่งติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะส่งผลต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิต

จากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจและสมอง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว โดยร่วมกับภาคีวิชาการจัดทำคู่มือข้อแนะนำการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเคลื่อนไหวร่างกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่งและพักผ่อนให้เพียงพอ

นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า สาเหตุที่ทำให้คนไทยมีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากขึ้นเนื่องจากเปลี่ยนแปลงไปตามเศรษฐกิจและสังคมของโลกซึ่งมีความเป็นสังคมเมืองมากขึ้น จากเมื่อก่อนไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม มีพื้นที่ทำงาน และมีพื้นที่ทำกิจกรรมทางกายไปพร้อมๆ กัน แต่พอเปลี่ยนมาเป็นสังคมเมืองทุกคนต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ เพื่อให้พอเพียงกับการดำรงชีวิต

สำหรับจัดทำข้อแนะนำการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เป็นการสร้างโอกาสในการเพิ่มกิจกรรมทางกายที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ทั้งเรื่องของการดำเนินชีวิตประจำวัน การเดินทาง การไปทำงานรวมทั้งนันทนาการต่างๆเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลความรู้ ตระหนักถึงปัญหาและเข้าใจถึงผลกระทบทั้งต่อตัวเองและสังคมมากขึ้น โดยศึกษาพัฒนาข้อแนะนำการมีกิจกรรมทางกายในประชาชนแต่ละกลุ่มวัยได้แก่ สตรีตั้งครรภ์และหลังคลอดเด็กปฐมวัย วัยเรียนวัยรุ่นวัยทำงาน และวัยสูงอายุ โดยการทบทวนหลักฐานทางวิชาการทั้งในและนอก ประเทศ และประชุมผู้เชี่ยวชาญจนได้ข้อแนะนำที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคนไทย และสื่อสารเผยแพร่ให้ประชาชนนำไป ปรับใช้เพื่อสุขภาพที่ดี

ดร.นายแพทย์ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การมีกิจกรรมทางกายของประชาชนแต่ละกลุ่มวัยมีความแตกต่างกันโดยกลุ่มหญิงตั้งครรภ์สามารถมีกิจกรรมทางกายได้เหมือนคนปกติแต่มีข้อควรระวังในบางไตรมาส ในขณะที่เด็กปฐมวัย 0-5 ปีควรมีกิจกรรมทางกายหนักเบาผสมผสานกันอย่างน้อย 180 นาที ต่อวัน เด็กวัยเรียนวัยรุ่น ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อย 60 นาที ต่อวัน วัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง อาทิ การเดินไปตลาด การปั่นจักรยานไปทำงาน การทำงานบ้านอย่างน้อย 150 นาที หรือระดับหนัก อาทิ การวิ่ง การว่ายน้ำ รำวงย้อนยุค อย่างน้อย 75 นาที สัปดาห์รวมทั้งฝึกสมดุลร่างกายเพิ่มเติมในผู้สูงวัย และลดการใช้โทรศัพท์มือถือ หรือการดูโทรทัศน์ ให้น้อยที่สุด

ผศ.ดร.สิริพร ศศิมณฑลกุล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ข้อแนะนำการมีกิจกรรมทางกายสำหรับอาชีพต่างๆ ของคนไทยมีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยหลักวิทยาศาสตร์ การกีฬาเข้ามาในการวิเคราะห์โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพหลักของคนไทย อาทิชาวนา ชาวประมงพนักงาน บริษัท และผู้ทำงานขับรถ ซึ่งมีลักษณะการทำงานและบริบทที่แตกต่าง กันเช่น ฤดูกาลเตรียมดิน หว่านข้าว เกี่ยวข้าว ของชาวนา เป็นต้นเพื่อให้คนไทยมีการขยับ เคลื่อนไหวร่างกายอย่างอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บและมีสุขภาพดี

ดร.ทันตแพทย์หญิงศิริวรรณพิทยรังสฤษฎ์นักวิจัยอาวุโส สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กล่าวว่า การพัฒนาข้อแนะนำการมีกิจกรรมทางกายของประเทศไทย มีความสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน คือด้านที่ 1 เป็นการสร้างนิยามใหม่ในสังคมไทยว่าการสร้างเสริม สุขภาพได้ขยายความครอบคลุมจากการออกกำลังกายมาเป็นการ “ส่งเสริม กิจกรรมทางกาย” ที่ครอบคลุมตลอดทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวันประเด็นที่ 2 คู่มือนี้ ชี้ให้เห็นทั้งปัจจัยบวกคือ การมีกิจกรรมทางกายที่เพิ่มขึ้นและการลดปัจจัยเสี่ยงคือการลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และประเด็นที่ 3 คู่มือนี้เน้นย้ำเรื่องการนอนหลับและพักผ่อน ให้เพียงพอด้วยซึ่งเป็นสิ่งที่หลายท่านอาจจะลืมไป และไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญและสิ่งที่ยังต้องทำต่อคือ การเพิ่มเครือข่ายด้านกิจกรรมทางกายทั้งนักวิจัย นักวิชาการนักสื่อสาร และผู้ปฏิบัติงาน และการกำหนดแผนการสื่อสารเพื่อให้เกิดการ นำไปใช้ประโยชน์สูงสุดให้ทุกกลุ่มเป้าหมาย

“1 ใน 3 มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอโดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่นจำนวนถึง 2 ใน 3 มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอแต่กลับมีพฤติกรรมเนือยนิ่งมากถึง14 ชั่วโมงต่อวันซึ่งพฤติกรรมเนือยนิ่งหรือการนั่งติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะส่งผลต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง”

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก สสส.